FANDOM


นะ - นนนน์ เจิมสุข

NAH - Nanonn Chermsuk

ชื่อ-นามสกุล

นนนน์ เจิมสุข (Nanonn Chermsuk)

ชื่อเล่น

นะ (Nah)

วันเกิด (อายุ นับถึงปี 2559)

15 กันยายน พ.ศ.2540 (18 ปี)

เพศ (รสนิยมทางเพศ)

ชาย (ไบเซ็คชัวล์)

สถานะ

นักเรียนรุ่นที่ 6 (2556-2558)

แผนการเรียน

วิทย์-คณิต

ส่วนสูง-น้ำหนัก

167 เซนติเมตร / 58 กิโลกรัม

ศาสนา

พุทธ

กรุ๊ปเลือด

n/a

ชมรม

ฟุตบอล

นะ - นนนน์ เจิมสุข

ข้อมูลทั่วไป

DB1

1. ชื่อจริง / นามสกุล / (ชื่อเล่น)

นนนน์ เจิมสุข (นะ)

Nanonn Chermsuk (Nah)

(ชื่อจริงอ่านว่า นะ-นน)

2. อายุ

15 ปี

3. วัน เดือน ปี เกิด

 15 กันยายน 2540

4. เพศ

ชาย 

รสนิยมทางเพศ

ถ้ามีความรักจะไม่สนเพศของคนที่รัก

แต่ถ้าทั่วไปไม่มีความรักมาเกี่ยวข้องก็ชอบผู้หญิงมากกว่า

5. ความสูง

167 ซม.  

หนัก

58 กก.

6. รูปพรรณสัณฐาน

ภาพเพิ่มเติมอื่นๆ

[CS]ณ ร้านถ่ายรูป

- รูปร่างสันทัด จัดได้ว่าตัวเล็กปานกลางถ้าเทียบกับนักเรียนชายปัจจุบันที่มักจะ170ขึ้นไป  มีกล้ามเนื้อสมวัย เห็นกระดูกไหปลาร้าชัดเจน น่องออกจะโป่งนิดหน่อย

- หลังมือเท้าเห็นเส้นเลือดตัดกับเอ็นชัดเจน มือกว้าง แขนขาเก้งก้างเพราะกำลังสูง (มีแนวโน้มจะสูงพรวด ๆ นับจากนี้เป็นต้นไป)

- ผมแข็ง เส้นใหญ่ และตรง ถ้าปล่อยยาวกว่านี้จะชี้ทั้งหัวเป็นทุเรียนไม่ก็ดอกไม้ไฟ โดยเฉพาะช่วงท้ายทอยเพราะมันสั้น วางมือลงไปอาจรู้สึกเจ็บเหมือนโดนเข็มเล็ก ๆ จิ้ม ทะลุกระดาษทิชชู่ได้

- ตาโตแต่ไม่ชอบลืมตาเต็มที่ คางแหลมมีแก้มนิด ๆ เวลายิ้มยิ้มแค่ปาก ตาไม่ค่อยไปตาม

- ผิวสีกลาง ๆ ไม่ขาวไม่คล้ำ ตาสีน้ำตาลเข้ม ผมสีดำ


7. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวละคร

คีย์เวิร์ด : "ไม่ค่อยแสดงอารมณ์" "มีสัมมาคารวะ" "ชอบเก๊กเท่" "จริงจังแบบไม่รู้ตัว" 

ไม่ค่อยแสดงอารมณ์

เป็นธรรมชาติของเขาตั้งแต่เด็ก กรรมพันธุ์ กล้ามเนื้อใบหน้า ผสมกับความกดดันเรื่องการแสดงอารมณ์ตอนเด็ก

อารมณ์ประเภท ดีใจมาก ๆ และเสียใจมาก ๆ หรือโกรธมาก ๆ แทบไม่แสดงออก

- ดีใจมาก ๆ เช่น แข่งกีฬาได้รางวัลชนะเลิศ สอบติดหรือสอบได้เกรดสูง ๆ คะแนนสูง ๆ จะทำหน้าเฉย ๆ ไม่ยินดียินร้าย แม้น้ำเสียงจะดีใจมาก ๆ ก็ตาม

- โกรธมาก ๆ อันนี้แทบไม่แสดงออกให้รู้เลย เจ้าตัวจะหลบไปเงียบ ๆ สงบจิตใจตัวเองและพยายามลืม ที่แสดงออกคือ เคือง รำคาญ หงุดหงิด แต่โกรธถึงขั้นระเบิดลงทำลายข้าวของโวยวายเสียงดังนี่ไม่เคยมีปรากฏให้เห็น ถ้ามีคนที่ไม่ใช่คนที่โกรธมาทักก็จะพูดตรง ๆ ว่ากำลังโกรธอยู่ ขอเวลาสงบสติก่อน

- เสียใจมาก ๆ เช่น คนสำคัญเสียชีวิต สอบตก โดนหักหลัง จะไม่มีฟูมฟายร้องห่มร้องไห้ตีอกชกหัวตนเองเด็ดขาด แต่จะนิ่งเงียบ น้ำตาไหลลงมา และนิ่งอยู่แบบนั้น มีสะอื้นเบา ๆ กลืนน้ำลาย ค่อย ๆ เช็ดน้ำมูกน้ำตาตัวเองเงียบ ๆ พยายามทำใจและลืม ที่สำคัญคือจะไม่ให้ใครเห็น ถ้าถูกเห็นหรือถูกทักจะเดินเลี่ยงไปทันที

ส่วนอารมณ์ประเภทไม่สุดโต่งจะแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น

- เวลาสงสัยจะหรี่ตาขมวดคิ้ว เห็นชัดว่ากำลังสงสัย

- เวลาประหลาดใจจะเลิกคิ้วสูง

- เซอร์ไพรส์ด้านดีก็จะหน้านิ่งแต่อ้าปากค้างเบา ๆ เช่น มีคนให้ของ ส่งประกวดอะไรไปแบบไม่ตั้งใจแต่ดันได้เข้ารอบ ฯลฯ

- เซอร์ไพรส์ด้านเหวอหน้าก็จะหน้าเหวอ อาจมีสบถออกมาบ้าง เช่น ลืมทำการบ้าน งานใกล้เส้นตาย เพื่อนเอาประทัดโยนใส่ ฯลฯ

- กลัวก็จะหน้าซีดปากซีดเล็กน้อย แต่พยายามทำตัวเข้มแข็ง

- เวลาตื่นเต้นหน้าปกติแต่ตัวสั่นนิด ๆ มือสั่นหน่อย ๆ และเย็นเฉียบ

- เวลาสะใจจะหัวเราะในลำคอ ยิ้มสีหน้าสะใจ เช่น เล่นเกมชนะเพื่อน

- เคือง รำคาญ หงุดหงิด หน้าจะยุ่งคิ้วขมวด ส่งเสียงรำคาญ ปัดมือใส่สิ่งที่รู้สึกไม่ดี เช่น เพื่อนกวน แมลงวันตอมกับข้าว หงุดหงิดตัวเองที่เล่นเกมไม่ผ่านซะที ฯลฯ

- ตอนหัวเราะกับมุกตลกหรือดูการแสดงจะหัวเราะเบา ๆ หึ ๆ ในคอ ไม่ว่าจะตลกแค่ไหนก็ตาม

- ตอนเขินจะทำหน้านิ่ง แต่หน้าขึ้นสีและมืออยู่ไม่สุข ไม่เกาแก้ม เกาท้ายทอย เกาหัวแกรก ๆ ก็ลูบหน้าหันไปทางอื่น

- ตอนตกใจจะสะดุ้งโหยงสุดตัว แต่โอกาสอุทานออกมาเสียงดังมีราว 20%

เกิด จากการควบคุมอารมณ์ตนเองได้เก่ง อยู่ง่ายกินง่ายไม่เรื่องมาก ปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ ให้ไปอยู่กับคนที่ไม่ชอบก็ปรับตัวปรับอารมณ์ได้ ประสาทแข็งรับมือกับอารมณ์ตัวเองที่จะไม่รุนแรงตามสิ่งแวดล้อมกระตุ้นได้ แต่จะค่อย ๆ ถอยออกมาเพราะไม่ชอบ

เพราะความที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เก่งและเป็นคนง่าย ๆ อะไรก็ได้ ก็เลยไม่มีปัญหาและสร้างปัญหาให้น้อยที่สุด ทั้งไม่ชอบสรรหาความตื่นเต้นมากเกินไป หากผู้อื่นหยิบยื่นให้ก็จะบังคับจิตใจไม่ให้สิ่งตื่นเต้นเข้ามามีอิทธิพลกับ ตัวเอง เช่น ไปสวนสนุกจะไม่ไปนั่งรถไฟเหาะหรือเข้าบ้านผีสิง แต่ถ้ามีคนขอให้ไปเล่นด้วยก็ไปเล่น แต่จะบอกตัวเองว่า ก็แค่เครื่องเล่นสวนสนุก สูง เร็ว เล่นแล้วหวาดเสียว และพยายามตั้งสติ ถึงขนาดเคยนั่งสมาธิบนรถไฟเหาะตีลังกามาแล้ว เข้าบ้านผีสิงก็คิดว่ามันคือของปลอมเท่านั้น

มีสัมมาคารวะ

กล่าวคือแบ่งแยกผู้ใหญ่ รุ่นเดียวกัน เด็กกว่า ได้อย่างชัดเจน

เกิดจากโรงเรียนประถมเรียนในโรงเรียนที่เคร่งครัดเรื่องระบบอาวุโส ถูกสอนเรื่องกิริยามารยาทมาอย่างดี ถ้าพูดคำหยาบ ชักสีหน้าโกรธ หรือร้องไห้อาละวาดจะโดนทำโทษ และครูประจำชั้นที่สอนก็ดุมาก เลยจำฝังใจมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่จะไม่กล้าหือ

- กับผู้ใหญ่จะเกรงใจมาก สั่งให้ทำอะไรก็ทำถ้ามันไม่แย่จนเกินไป เช่น ครูหรือญาติผู้ใหญ่ เรียกปุ๊บวิ่งมาปั๊บ ช่วยทันทีไม่มีอ้างเว้นแต่จำเป็นจริง ๆ อย่างท้องเสีย... และมีหางเสียง "ครับ" ตลอด ไม่เคยชักสีหน้า ไม่เคยเล่นหัวผู้ใหญ่ และไม่นินทาผู้ใหญ่ลับหลัง อาจมีบ่น ๆ บ้าง เช่น "จารย์(ชื่อ คน) ให้การบ้านเยอะว่ะ" และจะไม่เรียกชื่อครูหรือผู้ใหญ่ด้วยชื่อแปลก ๆ เด็ดขาด เช่น อ.คนหนึ่งถูกเพื่อนล้อว่าเป็น(ชื่อล้อ) จะไม่เรียกชื่อนั้นเด็ดขาดทั้งต่อหน้าและลับหลังแต่จะเรียกชื่ออ.(ชื่อ คน)เหมือนอยู่ต่อหน้าอ.แทน

- กับรุ่นพี่จะเกรงใจรองลงมา ผ่อนคลายกว่ารุ่นผู้ใหญ่ สามารถปล่อยมุกตลกได้ แต่เนื้อแท้ไม่ชอบสนิทกับรุ่นพี่ มักรักษากำแพงที่ชื่อว่า มารยาท เสมอ สั่งให้ทำอะไรก็ทำถ้าไม่แย่จนเกินไป จะไม่เรียกชื่อล้อของรุ่นพี่เช่นกัน

- กับเพื่อนรุ่นเดียวกันก็แบ่งแยกสนิทมากและเป็นผู้ชาย สนิทปานกลาง สนิทน้อย คุ้นหน้า ไม่รู้จัก และภาษาการพูดจะเปลี่ยนไป สนิทมากคือขึ้นกูมึงใช้คำหยาบคายได้เลย แต่สนิทปานกลางถึงไม่รู้จักจะใช้ ฉัน,เรา/นาย,เธอ และเวลาพูดก็จะดูเกรงใจขึ้นมาทันที

เกิดจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากประถมสู่มัธยมต้น พอย้ายโรงเรียนก็เจอกลุ่มเพื่อนที่ดีที่สนิทมาก ๆ และกลุ่มนั้นใช้คำหยาบคายกัน ก็เลยติดปากเป็นนิสัยจน แต่เพราะเรื่องมารยาทที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กจึงใช้ในวงจำกัดแค่เพื่อนสนิทมากเท่านั้น

- กับรุ่นเด็กกว่าจะสนิทไม่ถือตัว แต่ไม่ชอบให้ใครมาเล่นหัวถึงขั้นตบหัว เพราะถือว่าตัวเองมีมารยาทกับคนอื่น คนอื่นก็ควรมีมารยาทกับตนเอง เล่นสนุกคลุกคลีกับเด็กกว่าได้แต่ถ้าโดนลามปามขึ้นมาจะเริ่มตีตัวออกห่าง

ชอบเก๊กเท่

ภูมิใจกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตัวเองทำแล้วคิดว่าเท่ จะภูมิใจอยู่เงียบ ๆ ไม่บอกใคร

เช่น เขียนตัวหนังสือค.ควายได้สวยงามมากตัวเองก็จะทำหน้าพอใจอยู่เงียบ ๆ เล่นเกมชนะด้วยสถิติใหม่ก็พอใจอยู่เงียบ ๆ เจอเพื่อนทักแล้วยักคิ้วให้ก็คิดว่าวันนี้ตัวเองเท่เป็นบ้า ฝึกควงดินสอเพราะคิดว่ามันเท่ ฯลฯ

การหยิบยื่นความสัมพันธ์ให้คนอื่นบางครั้งก็ทำไปเพราะคิดว่ามันเท่ แต่ครั้งอื่นหรือคนอื่นก็ไม่ทำถ้าไม่ได้คิดอยากทำ

เช่น กำมือยื่นไปชนกับอีกฝ่ายแบบฮิปฮอปเพราะมันเท่ ยืนท่าเก๊กคุยกับเพื่อนผู้หญิงก็เพราะคิดว่ามันเท่ดี แต่ไม่ได้สนว่าเพื่อนผู้หญิงคนนั้นจะคิดยังไง ไม่ก็พูดวลีจากการ์ตูนออกมาเพราะมันเท่ดี

เป็นผลพวงมาจากการอ่านการ์ตูน เล่นเกม และกลุ่มเพื่อนสมัยม.ต้น ดังเช่นเด็กผู้ชายทั่วไปที่เห็นอะไรน่าสนุกหรือคิดว่าเท่ก็พยายามเลียนแบบ กันในกลุ่ม แต่กรณีนนนน์ค่อนข้างจะควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่แล้ว และพอขึ้นม.ปลายก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้าง ก็ขอแค่ตนเองคิดว่าทำแบบนี้แล้วเท่ ไม่ต้องบอกหรือโชว์คนอื่นแค่ตัวเองพอใจก็พอ

ถึงจะทำเท่แต่เป็นพวกไม่ชอบการออกนอกกรอบที่สังคมวางไว้ เป็นคนที่ถ้าใครกำหนดอะไรก็จะไปสุดแค่นั้นแทบทุกเรื่อง

เช่น ถ้ามีเส้นตายอยู่วันที่เท่านี้ ๆ ก็จะส่ง ณ เส้นตายแค่นั้น สังคมยอมรับได้แค่ไหนก็จะไปสุดแค่นั้น ไม่หวือหวาแหวกกรอบชนิดที่สังคมรับไม่ได้หรือมองว่าเป็นของแปลกเด็ดขาด

จริงจังแบบไม่รู้ตัว

ถึงจะสามารถคุมอารมณ์ตัวเองได้ แต่การผ่อนคลายร่างกายตัวเองไม่สามารถทำได้ รู้ตัวอีกทีก็หมดแรงหรือเมื่อยไปก่อน แต่ถ้าค่อย ๆ ทำจะเกิดความเครียดขึ้นแทนและตัวเขาเองก็ทนไม่ได้ ต้องกลับมาทำเต็มที่แล้วหมดแรงทุกที  

เป็น สาเหตุให้เขาทำอะไรรวดเร็ว และทำงานที่ละเอียดอ่อน ต้องค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ประดิษฐ์ ค่อย ๆ เล็ง ไม่ได้ดี ถ้าฝืนบังคับให้เขาทำนนนน์จะเริ่มหาคนมาช่วย ทั้งช่วยทำงานเหล่านั้นและช่วยให้เขาไม่เกร็งเครียดมากไปนัก

- เวลาเดินก็จะเดินได้แค่สปีดเร็วสุดของตัวเอง ไม่สามารถเดินช้า.....ช้า...เอื่อย ๆ ทอดน่องได้ ยกเว้นจะมีเพื่อนเดินช้ามาเดินด้วยจะชวนคุยลดความเครียดร่างกายได้

- กินข้าวก็จะกินด้วยสปีดสูงสุดของตัวเอง แต่ไม่มูมมาม ให้มากินข้าวช้า ๆ ค่อย ๆ เคี้ยวนี่ก็แทบจะทำไม่ได้ มักกินข้าวเสร็จเป็นคนแรกของกลุ่ม

- เขียนหรือจดอะไรก็จะจดด้วยสปีดสูงสุดแม้จะทำให้เมื่อยเกร็งจับปากกาแน่นตึ้บ  รู้ตัวอีกทีก็เมื่อยแล้ว

- ถ้ามีสมาธิกับอะไรสักอย่างก็จะจดจ่ออยู่แบบนั้นให้มันจบเร็วที่สุด เช่น อ่านหนังสือด้วยความเร็วสูงมากจนกว่าจะจบเล่ม (แต่จำไม่ได้) เล่นเกมให้ชนะ ถ้าไม่สำเร็จหรือหมดแรงก่อนหรือมีใครมาสะกิดก็จะไม่เลิกทำ

8. การใช้คำพูด

จะ เรียกชื่่อตามที่เจ้าของชื่ออยากให้เรียก ถ้าไม่มีระบุเขาจะเรียกชื่อที่เขาประมวลแล้วว่าถ้าพูดชื่อนี้กับใครคนอื่นจะ เข้าใจทันทีว่าเป็นใคร

กับผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นใครจะใช้ ผม / พี่(ชื่อ), อา(ชื่อ), น้า(ชื่อ), ลุง(ชื่อ), ป้า(ชื่อ), อาจารย์(ชื่อ)

มัก จะหลีกเลี่ยงการเรียก "คุณ(ชื่อ)" ส่วนใหญ่จะใส่คำหน้าเป็นญาติผู้ใหญ่แล้วตามด้วยชื่อ เพราะถือว่าตัวเองยังเด็กอยู่ และจะใช้ครับเป็นหางเสียงแทบทุกประโยค

เช่น "สวัสดีครับอา(ชื่อ)" แล้วไหว้อย่างสวยงาม ในกรณีรุ่นน้องพ่อ ถ้ารุ่นน้องแม่ก็ใช้ น้า(ชื่อ) รุ่นใหญ่กว่าก็ป้า(ชื่อ) ,ลุง(ชื่อ)

กับรุ่นพี่ ผม / พี่(ชื่อ) มีหางเสียงเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ขณะพูดจะผ่อนคลายและแสดงอารมณ์มากกว่า เช่น "..โหยพี่(ชื่อ)ครับ..ล้อผมแบบนี้ผมก็แย่ดิครับ"

กับเพื่อน

สนิทมากขั้นเล่นหัวได้ กู, ตู /มึง, เอ็ง, ไอ้(ชื่อ)  ออกแนวหยาบคายมาก

สนิทปานกลาง ฉัน /นาย, เธอ, (ชื่อ) หยาบคายแต่หางเสียง มี วะ โว้ย ตามสถานการณ์

สนิทน้อยลงไป เรา/นาย, เธอ, (ชื่อ) ไม่หยาบคายใด ๆ ทั้งสิ้นยกเว้นพึมพำกับตัวเอง

กับรุ่นน้อง พี่ / เรา, ชื่อน้อง , ไอ้(ชื่อน้องสนิทมาก) หยาบคายตามความสนิท

กับน้องตัวเอง พี่, ตู /เอ็ง, ชื่อน้อง

เช่น "..สวัสดีครับพี่ก้อง" "สวัสดีครับอาจารย์..." "กูไม่ว่างกูต้องหายใจ" "...เดี๋ยวเราเอาไปส่งห้องจารย์ให้ ไม่ต้องห่วง...." "แม่ครับทอดปลาเค็มไว้ใช่มั้ยครับ...ไหม้แล้วแม่..."

และ มักมีคำพูดติดปากสบถออกมากับตัวเองเบา ๆ เสมอ ผลพวงจากชั้นม.ต้นที่เป็นวัยติดเพื่อน เลยติดคำพูดหยาบคายติดปากมาพอสมควร และยังเลิกไม่ได้

ชิบหาย คำนี้ติดปากมากตอนเจอเรื่องเซอร์ไพรส์ด้าน ไม่ดี มักจะพูดกับตัวเองหรือเพื่อนสนิท เช่น "..ชิบหายลืมโทรหา(ชื่อคน)" "..ชิบหายลืมทำการบ้าน..." "ส่งวันนี้เหรอ...ชิบหายแล้ว" "ชิบหายว่ะ..." ฯลฯ

- อะไรวะ คำนี้ใช้พูดกับตัวเองหรือเพื่อนสนิท เวลาสงสัยในหลาย ๆ ความหมาย อาจมีกึ่งรำคาญ เช่น "อะไรวะ ตูอีกแล้วเหรอ" "...อะไรวะ ไม่เห็นเข้าใจเลย" "อะไรวะหยุดอีกแล้ว?.." "..อะไรวะยังไม่ได้อาบน้ำมาเรียกอยู่ได้" "อะไรวะ ตูไม่เกี่ยวซะหน่อย.." ฯลฯ

- จริงดิ ใช้เวลาตอบรับหรือเชิงคำถามให้แน่ใจไม่ว่าจะต้องการคำตอบหรือไม่ เช่น ตอบรับเวลาคนให้ข่าวสารมา หรือตัวเองอ่านหรือพบเจออะไรเข้า ใช้ทั้งอุทานกับตัวเองและเพื่อนสนิท

- คำหยาบหางเสียงอื่น ๆ เช่น วะ โว้ย เฟ้ย บ้านมึง ฯลฯ ใช้กับเพื่อนสนิทและรำพึงกับตัวเองเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างเพื่อนสนิทมาก และไม่ใช่สนิทมาก

- สนิทมาก :

- "เฮ้ยกูยืมดินสอมึงหน่อย" หยิบไปเลยทันทีไม่รอเพื่อนอนุญาต

- "ไอ้เหี้ยกูบอกแล้วว่ามันไม่ใช่ ไอ้(ชื่อเพื่อนสนิทอีกคน)มันไปกับพี่สาวมันไม่ใช่แฟนมัน มึงตาถั่วเหรอวะ!"

- (เพื่อนสนิทเอาสมุดการบ้านไปส่งให้)"แต้งว่ะมึง" ก้มหน้าก้มตาอ่านการ์ตูนต่อไม่แม้จะหันมามอง

- "แกล้งกูทำเหี้ยอะไรล่ะไอ้สัส!" วิ่งไปไล่เตะเพื่อนสนิทที่มาแกล้งด้วยสีหน้าหงุดหงิด

- (เพื่อนสนิทบอกว่าการบ้านส่งวันนี้) "ชิบหาย....กูลืม...กูนึกว่าส่งพรุ่งนี้ เหี้ยแล้วไง" พูดด้วยสีหน้าเหวอ ๆ

- ไม่ได้สนิทมาก :

- "เอ่อ ...ขอโทษนะ ดินสอเราหัก ขอยืมดินสอนาย,เธอหน่อยได้มั้ย แป๊บเดียวเดี๋ยวจะคืนให้ นะ..." เกรงใจทั้งสีหน้าและท่าทาง

- "ไม่ใช่ ๆ (ชื่อเพื่อน)ไปกับพี่สาวเขาน่ะ เขายังไม่มีแฟนหรอก.."

- (เพื่อนเอาสมุดการบ้านไปส่งให้) "ขอบใจมากนะ" เงยหน้าจากการ์ตูนมายิ้มให้นิดหน่อย

- "เฮ้ย..อย่าแกล้งเราสิ เราตกใจนา" สีหน้าเคืองแต่พยายามทำให้เป็นปกติ

- (เพื่อนบอก ว่า การบ้านส่งวันนี้) "..ชิบหาย" ส่วนนี้พูดเบา ๆ กับตัวเองให้ได้ยินคนเดียว หน้าซีดเล็กน้อย "เอ่อ..ขอบใจมากนะ" แต่ไม่บอกเพื่อนว่าตัวเองลืมทำ

9. สิ่งที่ชอบ

- เสียงเพลงฟังสบาย ๆ ชอบคิดว่าตัวเองกำลังเล่นมิวสิควิดีโอคลอเพลง

มีออกท่าทางบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ โยกหัวเคาะนิ้วเบา ๆ บ้าง หนักสุดที่เคยทำคือเอาไม้กวาดมาดีดเป็นกีตาร์ ไม่เคยทำมากกว่านี้

- ความสงบสุขในชีวิตการเรียน ปัญหาน้อย ๆ เรื่องสนุกเยอะ ๆ

- ดอกไม้ แม้แต่ดอกหญ้าหรือดอกไม้กินแมลงก็ได้ ขอให้เป็นดอกไม้ แค่ใครเด็ดดอกเข็มมาให้นี่ดีใจแล้ว

10. สิ่งที่เกลียด

- เรื่องเงินที่คนอื่นพูด รู้สึกกระอักกระอ่วนกับเรื่องเงินที่ เกี่ยวข้องกับการบริจาค หนี้สิน ค้ำประกัน การขอยืมครั้งละมาก ๆ (500บาทขึ้นไป) การปฏิเสธการให้ยืม การทวงเงิน เพราะตนเองคิดว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ทำให้ความสัมพันธ์แตกหักมากที่สุด เวลาใครขอยืมเงินตัวเองถ้าไม่มากนักจะให้ไปเลยและไม่ทวง ส่วนตนเองถ้าไม่จำเป็นจะไม่ยืมเงินใครและจะรีบคืนทันทีไม่ปล่อยไว้นานเด็ดขาด

- การโดนหักหลัง

- การดูถูกดูแคลน ไม่ว่าจะพูดจริงหรือเล่น ไม่ว่าจะเกิดกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ทำให้โมโหได้ง่าย ๆ

สิ่งที่กลัว

- การโดนหักหลัง ทั้งเกลียดและกลัวมาก

- ถ้าถูกหักหลังจะเสียความมั่นใจในตัวเองและจะซึมไปเป็นเวลานานแล้วแต่ความรุนแรงของการหักหลัง อาจจะแค่สองสามวัน หรือนานเป็นเดือน อาจจะแสดงออกต่อคนที่หักหลังโดยการไม่พูดคุย ไม่เข้าใกล้ ไม่พูดถึง และหลังจากหายซึมก็ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ยังจำได้อยู่ลึก ๆ ว่าเคยโดนคน ๆ นี้ทำอะไรไว้ และระแวงคน ๆ นั้นไปตลอด ไม่สนิทใจอีกเลย

11. งานอดิเรก

- เล่นเกมPC ส่วนมากเป็นเกมออนไลน์และเกมวางแผนสงคราม

- อ่านการ์ตูนทุกประเภท

- เล่นฟุตบอล บาส หลังเลิกเรียน

- ไปเที่ยวห้างแบบฉายเดี่ยว 

- ถ้ามีเพื่อนขอไปด้วย ก็ให้ไปด้วย ไม่มีอะไร

- แต่ถ้าเจอเพื่อนที่ห้างก็ไม่ไปรวมกลุ่มกับเขา ยังคงแยกตัวไปคนเดียวเหมือนเดิม

- ถ้าเพื่อนที่เจอขอไปด้วยก็ให้ไปด้วยตามปกติ แต่ถ้าแค่ชวนตามมารยาทก็ไม่ไป

- เลี้ยงต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ

12. สายการเรียน

วิทย์-คณิต

13. วิชาที่ชอบ :

- ชีววิทยา เพราะชอบอะไรที่เป็นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเกลียดมนุษย์ แค่ชอบสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ให้ผ่ากบทั้งวันก็ทำได้ นั่งผ่าซากแมลงสาบก็ทำได้ ไม่รังเกียจ

วิชาที่ไม่ชอบ :

- นาฏศิลป์ เพราะตนเองไม่มีหัวด้านอะไรอ่อนช้อยทางร่างกาย มักเครียดเมื่อตระหนักว่าคาบต่อไปต้องเรียนนาฏศิลป์

- ประวัติศาสตร์สังคม เพราะจำไม่ได้และไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องจำ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีประโยชน์กับอนาคต

14. วิชาที่ถนัด :

- ชีววิทยา เพราะชอบและสนใจ

- เคมี เพราะมันคล้ายชีววิทยาตามความคิดของเขา แค่มีตัวเลขมากกว่า

วิชาที่ไม่ถนัด :

- สังคม แค่เห็นหนังสือก็เกิดความเครียด ยิ่งต้องฝืนจำสิ่งที่ไม่ชอบยิ่งทำให้ลดความถนัดลง

- ดนตรีไทย นาฏศิลป์ คหกรรม หรือวิชาที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ


15. คะแนนวิชาต่าง ๆ ในตอน ม.3 คณิตศาสตร์  3 ฟิสิกส์  3

เคมี 4 ชีววิทยา  4 ภาษาอังกฤษ 4 ภาษาไทย  4

สังคม 2 การงานพื้นฐานอาชีพ  3 สุขศึกษา 4 พลศึกษา  3 ศิลปศึกษา 3 คอมพิวเตอร์ 4 คหกรรม 2 ดนตรีไทย 2 นาฏศิลป์ 1.5 กิจกรรมอิสระและพัฒนาตน ผ่าน แนะแนว ผ่าน

16. ความสามารถพิเศษในการเรียน

- เขียนหนังสือเร็วมาก แทบจะจดทุกอย่างที่ครูพูดได้หมด แต่เพื่อนอ่านไม่ออก

- อ่านหนังสือเร็วมาก โดยเฉพาะนิยาย อ่านแบบรวดเดียวจบเล่มหนา ๆ อย่าง Angles & Demons หรือ The Da Vinci Code โดยไม่พักมาแล้ว (ฉบับแปลไทย) แต่อ่านแล้วจำได้แค่เนื้อหากว้าง ๆ เป็นภาพรวม ให้เล่าออกมาว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรโดยละเอียดหรือวิเคราะห์อะไรเชิงลึก ไม่ได้ ต้องเปิดทวนกลับไปอ่านซ้ำอีกครั้ง ไม่ก็ต้องอ่านไปจดไปซึ่งเป็นวิธีการอ่านหนังสือเรียนของเขา

17.ลักษณะคนที่จะเป็นเพื่อนได้

- คนที่มีบุคลิกมั่นคง เป็นตัวของตัวเองในทางดี

- คนที่่ร่าเริงแจ่มใส ง่ายต่อการคบหา

- คนที่มีน้ำใจนักกีฬา ลูกผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องใจกว้าง ช่วยเหลือตัวเองได้

- คนใจกว้าง มีแนวโน้มจะเข้าหาเป็นเพื่อนมากที่สุด เพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด

- คนที่มุกเยอะ ไม่ว่าจะตลกหรือแป้ก

18. ลักษณะคนที่ไม่ถูกชะตา

- คนที่ไร้มารยาท หรือตัวเองคิดว่าอีกฝ่ายไร้มารยาท เช่น เจอหน้าครั้งแรกก็พูดจาไม่ดีใส่

- คนที่พูดเรื่องเงินบ่อยเกินไป เช่น มักมาบ่นว่าเงินขาดมือ ไม่มีเงิน หรือมีแนวโน้มจะเข้าหาตัวเองเพราะเงิน

- คนที่ท่าทางไม่น่าไว้ใจ บุคลิกหลุกหลิกล่อกแล่ก ไม่มีความมั่นคงในตัวตน

- คนที่อารมณ์ร้าย ไม่มีเหตุผล ใช้อารมณ์ ไม่รู้จักยับยั้งสติตัวเอง

- คนที่ทำอะไรไม่นึกถึงคนรอบข้าง เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก ไม่รู้จักกาละเทศะผิดชอบชั่วดี เห็นแก่ตัว

19. เสป็กในดวงใจ

- ใจกว้าง เป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่เรื่องมาก แต่มีอะไรบางอย่างน่าสนใจ

- ชอบคนที่มาชวนไปไหนมาไหนแบบน่ารัก ๆ ไม่บังคับ ไม่งอน ไม่คาดหวังมาก ตัวเองจะยินดีไปแบบเต็มใจ

- ไม่มาติดหนึบกับตัวเองมากเกินไป ชอบแนวมองห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ เขาจะหันมาไหมนะมากกว่า รู้สึกแบบนั้นน่ารักดี

20. สัญชาติ เชื้อชาติ ภาษาที่พูดได้

- สัญชาติไทย

- เชื้อชาติไทย

- พูดไทยได้ดี อังกฤษได้บ้าง

- ภาษาอังกฤษมีพื้นฐานพอสมควรจากการเรียนพิเศษ ใช้แกรมม่าเขียนผิดน้อยมาก แต่พูดไม่ได้สำเนียงฝรั่งเท่าไหร่

- ศาสนาพุทธ

21. ครอบครัว

- คุณพ่อ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มักพร่ำสอนข้อคิดวิธีการใช้ชีวิตแบบแทรกมุกตลกยกตัวอย่างอยู่เสมอ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้นนนน์เกิดข้อคิดลึกซึ้งในการดำเนินชีวิต

- คุณแม่ พนักงานรัฐวิสาหกิจเช่นกัน ทำงานที่เดียวกับคุณพ่อ เป็นคนแข็ง แต่เปี่ยมมุกตลกเหมือนกัน รู้วิธีจัดการกับเด็กได้ดีมากถึงมากมาก พูดจาฉะฉาน เป็นปัจจัยทำให้นนนน์พูดไม่เยอะเพราะเสียงเบากว่าและเถียงไม่ทันก็เลยขี้เกียจพูด

- น้องชายเรียนห่างกัน1ปี ตอนนี้จะขึ้นม.3 วัยกำลังเกรียน เป็นเพื่อนเล่นเกม ปล่อยมุกตลก บ้าบอเฮฮา แต่มีแนวโน้มใช้เงินเยอะไปหน่อยและทำอะไรไม่ค่อยคิด ติดเกมติดการ์ตูนญี่ปุ่นยิ่งกว่าพี่ชาย

- คุณปู่คุณย่าคุณป้าคุณอาชาย อยู่คนละบ้านแต่รั้วเดียวกัน ไม่ได้คลุกคลีสนิทนักในรุ่นเขา มีกำแพงมารยาทอยู่แต่ก็ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยญาติสนิทมิตรสหายกัน พร่ำสอนเรื่องทรัพย์สินมรดกและมีตัวอย่างการใช้เงินที่ผิดพลาดให้ฟังเยอะ เป็นปัจจัยหลักให้นนนน์กระอักกระอ่วนที่จะพูดเรื่องเงินกับคนอื่น

22. อื่น ๆ

- พวกวิชาการจะทำได้ดี แต่อะไรละเอียดอ่อนใช้ฝีมือทำได้ไม่ค่อยดี บ่นอยู่เหมือนกันว่ามันฉุดเกรด

- ตอนเด็กเคยบวชอยู่ในวัด เริ่มซื้งรสสัจธรรมตั้งแต่ตอนนั้น ทำให้เป็นคนสงบ ๆ นิ่ง ๆ ไป

- แต่ห้ามถามพวกหลักธรรมที่เป็นภาษาบาลี จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก

- ชื่อนนนน์มาจากคุณแม่ตั้งให้เพราะอยากให้ลูกชื่อแปลก ความหมายเดียวกับ ณ นนท์ แต่แบบนี้มันไม่เก๋เลยใช้น.หนูทั้งหมดแทน

23. กรณีที่เป็นไบเซกชวล (ชอบทั้งสองเพศ) หรือโฮโมเซ็กชวล (ชอบเพศเดียวกัน)

- ไม่แน่ใจว่าการไม่ปิดกั้นของตนเรียกว่าไบเซ็กชวลหรือไม่ แต่เรื่องเพศเอนเอียงไปทางเพศตรงข้ามมากกว่าเพศเดียวกัน - ถ้าไม่มีคนถามก็จะไม่พูดก่อน แต่ถ้ามีคนถามตรง ๆ ก็จะบอกตรง ๆ ว่าไม่ปิดกั้น ส่วนตัวเองไม่ว่าจะหญิงหรือชายขอปล่อยไปตามธรรมชาติและเวลา ไม่ได้สนใจนักจะรักมันก็รักเอง - ยอมรับว่าการชอบเพศเดียวกันสังคมไทยไม่ยอมรับเท่าไหร่ ตนเองจึงวางตัวเป็นกลาง ไม่ค่อยพูดให้ความเห็นเรื่องนี้ - ครอบครัวรับไม่ค่อยได้กับการคบเพศเดียวกัน แต่เพราะเขาไม่เคยแสดงความสนใจเรื่องเพศเป็นพิเศษ ครอบครัวและสังคมรอบตัวจึงไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่ไม่ว่าจะมีแฟนเป็นหญิงหรือชายก็ไม่คิดจะบอกให้คนอื่นรู้ แต่ถ้าถามตรงๆก็จะบอก - เคยคบผู้หญิง3ครั้งและผู้ชาย1ครั้งตอนม.ต้น เก็บเงียบไม่ได้บอกให้ใครรู้ ปัจจุบันเลิกไปหมดแล้วแต่ยังติดต่อกับเพื่อนหญิงคนล่าสุดอยู่ - อื่น ๆ

- ชอบมองสรีระของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

- ถ้าความรักสนที่จิตใจและความเข้ากันได้มากกว่าเรื่องเพศ

เนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สอบสัมภาษณ์